Never Let Me Go May09

Tags

Related Posts

Share This

Never Let Me Go

Font Size » Large | Small


 

 

 ” เป็นเวลานานแล้วที่ผู้คนอยากเชื่อว่าอวัยวะพวกนี้  ปรากฏขึ้นมาได้เองหรือโผล่จากสุญญากาศ 
 
เธอจะขอให้มนุษย์ผู้เชื่ออย่างยิ่งว่าทุกโรครักษาได้    กลับด้านความคิดนี้ใหม่ ย้อนกลับไปสู่ยุคมืด   
 
แล้วยอมให้โรคหัวใจ,มะเร็ง,ถุงลมโป่งพอง  etc….คุกคามคนที่เค้ารักงั้นเหรอ? …..ไม่มีทาง !! ”    *

 

Never Let Me Go  หนัง Scifi- Drama ที่เปิดตัวในปี 2010 โดยใช้ฉากยุคปี 1952-1967  ยุคสมัยที่โลกกำลังตื่นเต้นกับความสำเร็จทางการแพทย์ในการโคลนนิ่งสิ่งมีชีวิตสำเร็จ กับรักสามเศร้าระหว่าง”มนุษย์โคลนนิ่ง” ทั้งสามคน …Kathy , Tommy กับ Ruth  เป็นเพื่อนสนิทกันตั้งแต่เด็ก  ทั้งสามคนเป็นหนึ่งในพวกเด็ก “เฮลแชม”  โรงเรียนสำหรับเด็กพิเศษ ที่ได้รับการดูแลประคบประหงมยิ่งกว่าลูกคุนหนูตระกูลใดๆ  เด็กที่ Hailshamทุกคนจะได้รับประทานแต่อาหารที่ดีที่สุด ไม่ข้องแวะกับมลพิษ โดยเฉพาะบุหรี่และเหล้า   ไม่สามารถมีลูกได้  นอนเป็นเวลา ออกกำลังทุกวันอย่างพอเพียง  “จงดูแลสุขภาพและอวัยวะภายในของพวกเธอให้แข็งแรงมากๆ”  คือคำสอนของมาดาม  มาดามบอกไว้ว่า สำหรับโลกใบนี้แล้ว  พวกเรา คือ  “คนพิเศษมากๆที่ได้รับโอกาสอันน่าภาคภูมิใจ ”  ยิ่งถ้าผลงานศิลปะของเด็กคนไหนถูกใจมาดาม” ก็จะถูกเลือกไปแสดงใน  “ นิทรรศกาลที่ไหนซักแห่ง

 

soundtrack     TRAILER   

 

เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น Tommy ตัดสินใจเป็นแฟนกับ Ruth     ทั้งที่ลึกๆแล้วตัวเองรัก Kathy มาตลอดชีวิต    Ruth (เคียร่า  ไนท์ลี่ย์)   รู้ดีทุกอย่างแต่อิจฉาที่ทั้งสองคนมีรักแท้ให้กัน    เลยพยายามจะกีดกันทั้งคู่เพราะไม่อยากอยู่ตัวคนเดียว ซึ่งก็ทำสำเร็จด้วยดี   ต้องขอบคุณความขี้ขลาดและไม่มั่นใจในตัวเองของ Tommy  (Andrew Garfield – พระเอก the Amazing Spider man)  ส่วน Kathy ก็ยังใช้ชีวิตตามปรกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ทุกความเคลื่อนไหวของ Tommy อยู่ในแววตาของ Kathy ตลอด ด้วยนิสัยที่ชอบเก็บความรู้สึก ไม่ค่อยพูด  แม้ว่าความสัมพันธ์ของ Tommyกับ Ruth จะราบรื่นดี แต่มันช่วยไม่ได้ที่ Tommyกับ Kathy จะมองหากันตลอดเวลาไม่ว่าจะไปที่ไหน “ถ้าเคธต้องอยู่คนเดียว   เราจะอยู่กับเคธ ”  นั่นคือคำพูดของTommy ที่ทำให้ Ruth โกรธจัดและเย็นชากับ Kathy

 

Kathy  ตัดสินใจหันหลังให้กับเพื่อนทั้งสองคน  โดยไปสมัครเป็นผู้ดูแลฟื้นฟูสุขภาพร่างกายให้กับผู้บริจาคที่ผ่านการผ่าตัดบริจาคอวัยวะให้กับมนุษย์    แม้ Kathy เองก็จะต้องถูกเอาอวัยวะของตัวเองไปบริจาคให้มนุษย์เหมือนกัน แต่กำหนดการของ Kathy มาช้ากว่า Ruth และ Tommy ที่เข้ารับการบริจาคมาแล้วคน 1-2 ครั้ง  ว่ากันว่า ผู้บริจาคส่วนมากจะเสร็จสิ้นสมบูรณ์ในครั้งที่ 3 แต่ถ้ายังมีสติอยู่ ก็จะยังไม่ถอดเครื่องช่วยหายใจให้ แต่จะรอใช้อวัยวะที่เหลือจนหมดก่อน     ช่วงเวลาที่ยังเหลือสติอันน้อยนิด จะสามารถมองเห็น รับรู้ แต่เคลื่อนไหวไม่ได้  ไม่มีมนุษย์โคลนน์คนไหนหนีพ้นชะตานี้ไปได้

ข่าวลือขอยืดเวลาบริจาคมีจริงหรือไม่? พร้อมกับถามคำถามที่คาใจมาตลอดชีวิตว่ามาดามเอาภาพของพวกเราไปทำอะไรกันแน่ ? ทำไมต้องให้พวกเราวาดรูปกันอย่างหนัก ในเมื่อไหนๆซะ โคลนนิ่งทุกคนต้องตายอยู่แล้ว ? ทำไมต้องเลี้ยงดูพวกเราให้มีชีวิตจิตใจมนุษย์เล่า?  แล้วมนุษย์รู้ได้ยังไงว่าสิ่งมีชีวิตอื่นๆไม่มีความฝัน ไม่มีจินตนาการ ? ในเมื่อเครื่องมือที่ใช้ประเมินนั้น มนุษย์เป็นคนสร้างมันเอาเอง

 

Never let me go หนังที่สร้างจากนวนิยายที่ TIMES ยกให้เป็นนวนิยายที่ดีที่สุดในทศวรรษ(ช่วงปี 1923- 2005)  ร้อยวันพันปี เราไม่เคยคิดจะซื้อนิยายมาอ่านเลยแม้แต่เล่มเดียว  แต่พอดูหนังจบแล้ว ทนไม่ไหว รีบไปซื้อหนังสือมาอ่านจบภายในวันเดียว

นวนิยายที่มีชื่อเรื่องเดียวกันกับหนังเรื่องนี้  ไม่แปลกอะไรเลยที่ผู้แต่งเป็นคนญี่ปุ่น  หนังแนวบีบๆกรีดๆหัวใจ  โซนญี่ปุ่นทำได้ดีกว่าใครเพื่อน  …….หนัง AV ก็ด้วย

Kazuo Ishigurog เป็นผู้แต่งหนังสือ Never let me Go   หนังที่มาพร้อมกับเพลง Soundtrack ชื่อเพลงเดียวกับหนัง ทั้งเพราะ ทั้งเศร้า  แต่ kazuo ก็ยังเลือกใช้คำธรรมดาๆ ไม่ผสมอารมณ์ที่คาดคั้น   ไม่เรียกร้อง  ไม่ฟูมฟาย ไม่ชักจูง ไม่ตั้งคำถาม สไตล์ “น้อยแต่มาก” (Minimalist)  แต่ว่า ไอ้การใช้คำที่ไม่ผสมความรู้สึกนี่แหละ  มันทำให้รู้สึกสะเทือนใจยิ่งกว่าหนังเรื่อง A.I. หลายเท่า   เช่น ฉากที่ Kathyสมัยเด็กนั่งฟังเพลง Never Let Me Go ฟัง พร้อมกับหลับตากอดหมอน  มาดามมาแอบเห็นเข้าเลยร้องไห้ด้วยความสงสารที่เด็กๆเหล่านี้คงจะเหงา  แต่แท้จริงแล้ว Kathy ไม่ได้เหงา แต่เธออินกับเนื้อเพลงท่อนที่ว่า “Oh babybabynever let me go.”  Kathy แปลแบบเด็กๆว่า Baby คือ ลูก..ลูกที่เธอไม่มีวันจะมีได้ เธอเลยจินตนาการว่าเธอได้มีลูกเหมือนคนทั่วไปแล้วแต่มีคนพรากลูกไปจากเธอ

หรือตอนที่ Ruth กับเพื่อนไปยืนเกาะกระจกมองดู   คนที่น่าจะใช่  “ ร่างต้นแบบ” ของ Ruth  ที่ภาษามนุษย์เราๆเรียกกันว่า “ แม่  “

แต่บังเอิญว่าพวกโคลนนิ่งไม่นับว่าเป็นมนุษย์  เป็นเพียง   เสบียงทางวิทยาศาสตร์ *   เท่านั้น  เลยไม่อาจใช้คำนี้ร่วมกันได้  หรือการใช้คำว่า สิ้นสุดสมบูรณ์(หมดประโยชน์) ,ผู้บริจาค(มนุษย์โคลนนิ่ง),การบริจาคที่ยังเหลือ(ยังเหลืออวัยวะที่ยังใช้การได้),ปิดสวิทต์คุณ (ถอดเครื่องช่วยหายใจ)  เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้คำตรงๆที่มนุษย์ชอบเลี่ยงนักเลี่ยงหนาเพื่อปัดความรับผิดชอบ    การโคลนนิ่งกับประเด็นศีลธรรมที่เป็นข้อถกเถียงตลอดกาล   มันเกิดขึ้นบนโลกเราที่ไหนซักแห่งแล้ว… ทั้งที่สุดท้าย  เราทุกคนก็ต้องตายด้วยกันทั้งนั้น    แต่มนุษย์เราไม่เคยพอใจในเผ่าพันธุ์ตัวเอง  เราอยากบินได้เหมือนนกบ้าง   เราเลยมีเครื่องบิน …..น่าเสียดายจริง ที่หนังพล็อตเรื่องดีๆแบบนี้ไม่ได้เข้าฉายในโรงหนังเมืองไทย.

 

* ดอกจันสีแดง = ข้อความที่มาจากนวนิยายแปลเรื่อง Never let me Go – นารีรัตน์ ชุนหชา ผู้แปล)

 

Published : May 9, 2012

 

Share Button